จริงหรือไม่? ผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์ เสี่ยง “กระเพาะปัสสาวะอักเสบ”

Home » จริงหรือไม่? ผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์ เสี่ยง “กระเพาะปัสสาวะอักเสบ”



จริงหรือไม่? ผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์ เสี่ยง “กระเพาะปัสสาวะอักเสบ”

บางคนอาจจะเคยทราบมาว่า การดื่มน้ำน้อยเกินไป รวมไปถึงพฤติกรรมกลั้นปัสสาวะบ่อยๆ เป็นสาเหตุที่สำคัญของโรค “กระเพาะปัสสาวะอักเสบ” แต่สำหรับคุณผู้หญิงแล้ว อาจมีอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เสี่ยงโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบมากขึ้น

>> ดื่มน้ำน้อย-กลั้นปัสสาวะ เสี่ยง “กระเพาะปัสสาวะอักเสบ”

>> ทำไม? ชาวออฟฟิศถึงเสี่ยงเป็น “กระเพาะปัสสาวะอักเสบ”

 

ผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์ เสี่ยง “กระเพาะปัสสาวะอักเสบ”?

ผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์ อาจเสี่ยงกระเพาะปัสสาวะอักเสบ โดยทางการแพทย์เรียกว่า โรคฮันนีมูน ซิสไตติส หรือโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบหลังมีเพศสัมพันธ์ มีอาการทั้งหมดเหมือนกับโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบปกติ เพียงแต่จะมีอาการเกิดขึ้นหลังจากมีเพศสัมพันธ์ 30 นาที – 1 ชั่วโมง

 

อาการของโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบหลังมีเพศสัมพันธ์

  • มีอาการปัสสาวะแสบ หรือขัด หรือแสบตอนที่กำลังปัสสาวะใกล้จะเสร็จ
  • บางครั้งปัสสาวะอาจมีเลือดปน
  • ปัสสาวะบ่อย
  • กลั้นปัสสาวะไม่อยู่

 

สาเหตุของโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบหลังมีเพศสัมพันธ์

เมื่อช่องคลอด และทวารหนักอยู่ใกล้กับท่อปัสสาวะ ในขณะมีเพศสัมพันธ์ อาจนำเชื้อโรคเข้าไปในท่อปัสสาวะได้ผ่านทางท่อปัสสาวะ นอกจากนี้หากมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด และรูทวารหนักในคราวเดียวกัน อาจเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อบริเวณช่องคลอด และท่อปัสสาวะเพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ยังมีสาเหตุอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น การมีเพศสัมพันธ์ที่รุนแรง จนเกิดบาดแผลเล็กๆ บริเวณช่องคลอด หรือใกล้ท่อปัสสาวะ และผู้หญิงที่อยู่ในภาวะช่องคลอดแห้ง หรืออยู่ในวัยหมดประจำเดือน ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อของกระเพาะปัสสาวะหลังมีเพศสัมพันธ์ได้

 

การรักษาโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบหลังมีเพศสัมพันธ์

เบื้องต้นแพทย์จะจัดยาปฏิชีวนะ เช่น ยาไตรเมโทพริมหรือยาไนโตรฟูแรนโทอิน ให้ผู้ป่วยกลับไปทานที่บ้าน และสังเกตอาการดูก่อนราวๆ 5-7 วัน และผู้ป่วยควรสังเกตอาการของตัวเองว่ามีอาการหลังมีเพศสัมพันธ์จริงหรือไม่ หากมั่นใจว่าใช่ แพทย์จะแนะนำวิธีรักษาที่เฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันการเกิดอาการซ้ำ

 

การป้องกันโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบหลังมีเพศสัมพันธ์

  1. รักษาความสะอาดของอวัยวะเพศ ทั้งเพศชาย และเพศหญิง
  2. ควรสังเกตความผิดปกติของร่างกายหลังมีเพศสัมพันธ์ให้ดี
  3. หากมีอาการผิดปกติ ไม่แนะนำให้ซื้อยามาทานเองเด็ดขาด เพราะอาจก่อให้เกิดอาการ “ดื้อยา” ได้
  4. หากมีอาการ ควรรีบปรึกษาแพทย์ เพื่อหาวิธีรักษาที่ถูกต้อง ไม่ควรปล่อยให้มีอาการไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้รับการรักษาใดๆ เพราะอาจทำให้เป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบที่มีอาการหนักขึ้น เสี่ยงติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะส่วนบน เช่น กรวยไต และท่อไต ซึ่งมีผลต่อไตในระยะยาว และอาจมีความเสี่ยงต่อภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดได้

แท็กที่เกี่ยวข้อง

เรื่องอื่นที่น่าสนใจ