สำรวจสัมพันธ์ จีน-ซาอุดีอาระเบีย-อิหร่าน ยุคสหรัฐเพิ่มท่าทีแข็งกร้าว

Home » สำรวจสัมพันธ์ จีน-ซาอุดีอาระเบีย-อิหร่าน ยุคสหรัฐเพิ่มท่าทีแข็งกร้าว



สำรวจสัมพันธ์ จีน-ซาอุดีอาระเบีย-อิหร่าน ยุคสหรัฐเพิ่มท่าทีแข็งกร้าว

ความสัมพันธ์ของ 3 ประเทศนี้คือ สาธารณรัฐประชาชนจีน ซาอุดีอาระเบีย และอิหร่าน มีปัจจัยที่สำคัญหลัก คือ ประเทศสหรัฐอเมริกา เนื่องจากสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศอภิมหาอำนาจและทรงอิทธิพลที่สุดในโลกปัจจุบันมีท่าทีที่แข็งกร้าวต่อจีน

จะเห็นได้จากการที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดนได้ปราศรัยยืนยันเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 มี.ค. ที่ผ่านมานี้ว่า

“สหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปจะร่วมมือกันป้องกันขัดขวางไม่ให้จีนได้เป็นประเทศที่เป็นผู้นำและมั่งคั่งที่สุดในโลก ด้วยการส่งเสริมการลงทุนในการพัฒนาเทคโนโลยีให้มหาศาลขึ้น เพราะเป็นการแข่งขันกันระหว่างโลกประชาธิปไตยกับโลกเผด็จการ”

เมื่อฟังดูแล้วดูเหมือนว่าประธานาธิบดีโจ ไบเดน ออกมาต่อต้านสาธารณรัฐประชาชนจีนมากกว่าอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เสียอีกเพราะประธานาธิบดีโจ ไบเดน อ้างว่าการต่อสู้ต่อต้านระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนนั้นจะเป็นไปในเรื่องการแข่งขันกันทางด้านการลงทุนในการวิจัยพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ทางด้านควอนตัมคอมพิวเตอร์และทางด้านการแพทย์

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน สัญญาว่าจะเพิ่มงบประมาณการวิจัยและพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ดังกล่าวของสหรัฐอเมริกาจากปีละ 0.7% ของจีดีพี ขึ้นเป็น ปีละ 2.0% ให้ได้

การต่อสู้ด้านนี้จะเป็นองค์ประกอบสำคัญยิ่งในการต่อสู้ระหว่างประชาธิปไตยกับเผด็จการ โดยการต่อสู้ครั้งนี้จะเป็นการต่อสู้ที่ยาวนานเป็นช่วงอายุคนเลยทีเดียว

นายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐDrew Angerer/Getty Imagesนายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐ

นอกจากนี้ทั้งสหรัฐอเมริกา, สหภาพยุโรป, อังกฤษ และแคนาดายังได้ร่วมมือกันไม่ซื้อฝ้ายและผลิตภัณฑ์ต่างๆ หลากหลายชนิดจากสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยอ้างว่าสินค้าเหล่านั้นมาจากแรงงานทาสของชาวอุยกูร์ผู้อาศัยอยู่ในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ที่จีนจับไปกักขังและใช้แรงงานในการผลิตสินค้าเหล่านี้

ส่วนซาอุดีอาระเบียนั้น ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้ประกาศในการแถลงนโยบายต่างประเทศครั้งแรกว่าสหรัฐอเมริกาจะเลิกการสนับสนุนการแทรกแซงทางทหารของซาอุดีอาระเบียกับชาติพันธมิตรในสงครามกลางเมืองของเยเมน และต้องการให้สงครามดังกล่าวที่ยืดเยื้อมานานกว่า 6 ปี และส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 110,000 คนยุติลงโดยสหรัฐอเมริกาจะหยุดสนับสนุนการทำสงครามในเยเมน รวมถึงไม่ขายอาวุธด้วย

ผู้หญิงคนหนึ่งเดินผ่านซากอาคารในเมืองโมชา ประเทศเยเมน ที่ถูกกบฎฮูตีถล่มเมื่อต้นปี 2560Andrew Renneisen/Getty Imagesผู้หญิงคนหนึ่งเดินผ่านซากอาคารในเมืองโมชา ประเทศเยเมน ที่ถูกกบฎฮูตีถล่มเมื่อต้นปี 2560

นับเป็นเป็นการพลิกกลับนโยบายครั้งใหญ่ของสหรัฐอเมริกาเนื่องจากสงครามเยเมน โดยเนื้อแท้แล้วเป็นสงครามตัวแทนระหว่างซาอุดีอาระเบียกับอิหร่านนั่นเอง

ประธานาธิบดีไบเดนได้แต่งตั้งนายทิโมธี เลนเดอร์กิง ผู้เชี่ยวชาญด้านการทูตเป็นทูตพิเศษสหรัฐไปเยเมน เพื่อที่จะหาทางยุติสงครามในเยเมนซึ่งสงครามกลางเมืองเยเมนขณะนี้กลายเป็นวิกฤตด้านมนุษยธรรมที่เลวร้ายที่สุดในโลกไปแล้ว เนื่องจากประชาชนกว่า 80% ของเยเมนใกล้อดตายเข้าไปทุกที

อย่างไรก็ตามประธานาธิบดีโจไบเดนได้ย้ำว่าสหรัฐอเมริกาจะยังคงสนับสนุนและช่วยเหลือซาอุดีอาระเบียต่อไปในการป้องกันประเทศและอธิปไตยของซาอุดีอาระเบีย

นอกจากนี้ทางการสหรัฐอเมริกา ได้เปิดเผยรายงานข่าวกรองลับชี้ว่า เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบียซึ่งเป็นประมุขโดยพฤตินัยของราชอาณาจักรแห่งนี้ คือ ผู้สั่งการให้สังหารชำแหละศพนายจามัล คาช็อกกี นักข่าวชาวซาอุดีอาระเบีย ภายในสถานกงสุลซาอุดีอาระเบียที่ตุรกีเมื่อเดือน ต.ค. 2561 เนื่องจากนายจามัล คาช็อกกี วิจารณ์เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บืน ซัลมานมาอย่างต่อเนื่อ งจนต้องลี้ภัยไปอยู่ที่ตุรกีโดยเจ้าชายได้ยืนกรานปฏิเสธว่าพระองค์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฆาตกรรม

ถึงแม้ว่าที่ปรึกษาใกล้ชิดของพระองค์บางคนยอมรับว่าเป็นผู้ลงมือสังหารนักข่าวคนนี้ก็ตาม แต่ในสมัยรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ตั้งใจกระชับความสัมพันธ์กับซาอุดีอาระเบีย หลีกเลี่ยงการเปิดเผยรายงานฉบับนี้ แต่ขณะนี้รายงานฉบับดังกล่าวกำลังจะเปิดเผยต่อสาธารณะในยามที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ต้องการเริ่มต้นความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางเสียใหม่ และนำหลักสิทธิมนุษยชนกลับมาเป็นจุดเด่นในนโยบายของสหรัฐอเมริกาอีกครั้งหนึ่ง

สำหรับอิหร่านซึ่งเป็นไม้เบื่อไม้เมากับสหรัฐอเมริกามาตั้งแต่ปี 2522 ร่วม 40 ปีมาแล้ว ประธานาธิบดีโจ ไบเดนต้องการจะหวนคืนสู่แนวทางด้านการทูตกับอิหร่านโดยหากอิหร่านกลับมาทำตามข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2558 อย่างเคร่งครัดตามเดิมภายใต้เงื่อนไขที่ว่าอิหร่านจำกัดโครงการนิวเคลียร์ของตัวเองเพื่อแลกกับการยกเลิกการคว่ำบาตรเศรษฐกิจจากสหรัฐอเมริกา

ปรากฎว่าเมื่อวันที่ 9 มีนาคมที่ผ่านมาประธานาธิบดีโจ ไบเดน กำหนดมาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่ครั้งแรกต่ออิหร่านโดยเล็งเป้าเล่นงานเจ้าหน้าที่ของอิหร่าน 2 คนคือนายอาลี เฮมมาเตียน และ นายมาซูด ซาฟดารี สมาชิกของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน กองกำลังทรงแสนยานุภาพที่ถูกรัฐบาลอเมริกันขึ้นบัญชีดำในฐานะกลุ่มก่อการร้ายได้ทำการทรมานและปฏิบัติอย่างโหดร้ายทารุณกับเหล่านักโทษทางการเมืองระหว่างการประท้วงช่วงปี 2562 – 2563 โดยห้ามเจ้าหน้าที่อิหร่านทั้งคู่และครอบครัวเดินทางเข้าสหรัฐอเมริกาจึงดูจะเป็นการยากที่จะมีการฟื้นฟูทางการทูตระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกา

ดังนั้นจีนจึงต้องรุกไปทางภูมิภาคตะวันออกกลางซึ่งประจวบกับซาอุดีอาระเบียพันธมิตรที่สำคัญที่สุดจองสหรัฐอเมริกาเกิดมีเรื่องบาดหมางกันในสมัยประธานาธิบดีโจ ไบเดน นี่เองทำให้จีนสามารถกระชับความสัมพันธ์กับซาอุดีอาระเบียได้อย่างสะดวกมากขึ้นโดยนายหวังอี้รัฐมนตรีต่างประเทศจีนได้เดินทางไปเยือน 6 ประเทศในตะวันออกกลางในช่วง 24-30 มี.ค. ศกนี้ ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย, ตุรกี, อิหร่าน, โอมาน, บาห์เรน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน จับพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระราชาธิบดีซัลมาน บิน อัลดุลาซิซ แห่งซาอุดีอาระเบีย ระหว่างพิธีลงนามที่มหาศาลาประชาชนในกรุงปักกิ่ง ของจีน เมื่อวันที่ 16 มี.ค. 2560Lintao Zhang/Pool/Getty Imagesนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน จับพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระราชาธิบดีซัลมาน บิน อัลดุลาซิซ แห่งซาอุดีอาระเบีย ระหว่างพิธีลงนามที่มหาศาลาประชาชนในกรุงปักกิ่ง ของจีน เมื่อวันที่ 16 มี.ค. 2560

แม้ว่าจีนจะมีความสัมพันธ์อันดีกับทุกประเทศในตะวันออกกลางทั้งด้านการค้ากับการเมือง แต่ปัญหาการเป็นศัตรูกันระหว่างซาอุดีอาระเบียกับอิหร่านในการชิงกันเป็นผู้นำในกลุ่มประเทศตะวันออกกลางนั้นบาดลึกรุนแรงและยาวนานมากเนื่องจากซาอุดีอาระเบียเป็นผู้นำในประเทศกลุ่มอาหรับและทำตัวเป็นผู้นำทางศาสนาอิสลามนิกายสุหนี่ แต่อิหร่านไม่ใช่อาหรับและเป็นผู้นำทางศาสนาอิลามนิกายชีอะห์ ที่ซึ่งมีพันธมิตรที่ทรงพลัง เช่น ฮิสบอลเลาะห์ในเลบานอน กลุ่มฮูติในเยเมนและรัฐบาลซีเรียของประธานาธิบดีบัชชาร์ อัล-อัสซาด ที่อิหร่านส่งทหารเข้าไปช่วยปราบกบฏ

ซาอุดีอาระเบียหวาดระแวงอิหร่านเป็นอย่างมากซึ่งต้องเป็นการบ้านให้จีนต้องแก้ไขให้ได้เพื่อที่จีนสามารถมีตลาดการค้าและพันธมิตรทางการเมืองเพื่อชดเชยกับกับการสูญเสียทางเศรษฐกิจและการเมืองให้แก่สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป อังกฤษและแคนาดาไปนั่นเอง

แท็กที่เกี่ยวข้อง

เรื่องอื่นที่น่าสนใจ