FootNote:อาการ บานปลาย กรณีชู้สาว จากอดีตรองนายกรัฐมนตรี
ยิ่งกรณีอื้อฉาวของ “อดีต” รองนายกรัฐมนตรี บานปลายขยายตัวมากเพียงใด ยิ่งไม่เป็นผลดีทั้งต่อ “อดีต” รองนายกรัฐมนตรี และคู่กรณีโดยตรงมากเพียงนั้น
และที่สำคัญอันมากด้วยความละเอียดอ่อนเป็นอย่างสูง ก็คือผลสะเทือนข้างเตียงในลักษณะอันเป็น “การเมือง”
เพียงตำแหน่ง “อดีต” รองนายกรัฐมนตรี ก็มากด้วยความแหลมคม อย่างล่อแหลมเป็นอย่างยิ่งอยู่แล้ว หากแต่ที่อ่อนไหวเป็นอย่างมาก ยังเป็นรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลใด
เด่นชัดมากเป็นลำดับว่า ไม่ได้เป็นรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาล นายบรรหาร ศิลปอาชา ไม่ได้เป็นรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาล นายชวน หลีกภัย
กลายเป็นว่าน่าจะเป็นรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยมากที่สุด และเมื่อเป็นรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย ก็โยงสายยาวไปยังบทบาทในพรรคเพื่อไทย บทบาทในรัฐบาล
เมื่อมองจากสภาพความเป็นจริงที่ไม่ว่าอดีตรองนายกรัฐมนตรี ไม่ว่าทนายความอันเข้ามาเกี่ยวพันทางด้านคู่กรณี ก็ล้วนเป็นและเคยเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย
ตรงนี้แหละทำให้ “ความอื้อฉาว” ได้กลายเป็น “คำถาม”
ความจริง กรณีนี้เริ่มต้นด้วยคำถามเชิงปริศนามากมาย ทั้งในด้านส่วนตัวและในด้านการเมือง เพราะมีการเคลื่อนไหวอย่างเด่นชัดมาจากภายในพรรคเพื่อไทย
สัมผัสได้จากท่าทีและบทบาทของ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รวมถึงท่าทีและบทบาทของ นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร
ยิ่งปรากฏแรงกดดันมาจากอดีตรองนายกรัฐมนตรี ต่อสถานะของทนายความอันเป็นคู่กรณี ยิ่งปรากฏความเห็นของคนสำคัญภายในพรรคเพื่อไทย
ยิ่งทำให้เกิดคำถามตามมาในปมที่อดีตรองนายกรัฐมนตรี เคยมีบทบาทอย่างสลับซับซ้อนภายในพรรคเพื่อไทย เหตุใดจึงไม่สามารถจัดการให้เรื่องยุติตั้งแต่เบื้องต้น
การยุติในที่นี้คือการสร้างความพึงใจให้กับทุกฝ่าย เพื่อมิให้มีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของพรรคเพื่อไทย
มาถึงสถานการณ์ดังที่ปรากฏเป็นข่าวพาดหัวตัวไม้ ณ วันนี้ จึงยาก เป็นอย่างยิ่งที่จะใช้กระบวนการประนีประนอมยอมความกันได้โดยราบรื่น
แนวโน้มที่จะแตกหักและใช้เวทีแห่งศาลยุติธรรมจึงเด่นชัด
เป็นความเด่นชัดที่สะท้อนแนวโน้มที่จะลากเรื่อง ให้โยงไปยังความซับซ้อนของบางกิจกรรม อันอดีตรองนายกรัฐมนตรีเคยมีในห้วงที่ยังมีบทบาท
ผลสะเทือนนี้กระทบโดยตรงไปยังพรรคเพื่อไทย ในสถานการณ์ที่ตั้งเป้า “แลนด์สไลด์” อย่างแน่นอน