สื่อต่างประเทศได้รายงานข่าวเรื่องชายชาวเวียดนาม ที่บินลัดฟ้าจากอเมริกากลับแผ่นดินเกิด เพื่อมาแต่งงานกับสาวผู้เป็นรักแรก ที่ต้องจากกันไปนานกว่า 40 ปี
ภาพงานแต่งเมื่อวันที่ 14 มกราคม ถูกแชร์ในโซเชียล ซึ่งชาวเน็ตต่างเข้ามากดไลค์แสดงความยินดีกับคู่บ่าวสาวเป็นจำนวนมาก และแน่นอนว่าอายุไม่ใช่อุปสรรค งานแต่งถูกจัดขึ้นเหมือนคู่รักทั่วๆ ไป เจ้าสาวสวมชุดอ๋าวหญ่ายสีแดงแบบดั้งเดิม และเจ้าบ่าวได้มอบต่างหูให้ที่หน้าแท่นบูชาของบรรพบุรุษ สิ่งที่โซเชียลประทับใจคือทั้งคู่ไม่สามารถซ่อนรอยยิ้มอันมีความสุขของพวกเขาได้ ในขณะที่พวกเขาเดินเคียงข้างกันเพื่อรับคำอวยพรของญาติและเพื่อนฝูง
เจ้าบ่าวรายนี้มีชื่อว่า วัน ต๊วน อายุ 65 ปี เป็นชาวเวียดนามโดยกำเนิด แต่ด้วยเหตุจำเป็นบางอย่างทำให้ต้องย้ายถิ่นฐานไปยังสหรัฐอเมริกาตั้งแต่เมื่อ 40 ปีก่อน ด้วยอุปสรรคของระยะทาง ทำให้ วัน ต๊วน ต้องขาดการติดต่อกับ นางสาวเถียว สาวที่เป็นรักแรกของตัวเองไป
ช่วงที่อาศัยอยู่ที่อเมริกา นายวัน ต๊วน ก็ได้พบกับรักครั้งใหม่ แต่งงานและสร้างครอบครัว จนกระทั่งเมื่อเดือนมีนาคม 2021 ภรรยาของเขาก็เสียชีวิตลงในช่วงที่มีการระบาดของโรคโควิด-19 หลังจากเขาต้องเสียภรรยาไป อยู่ๆ เขาก็หวนคิดถึงความรักครั้งแรกของตนเอง
นายวัน ต๊วน มีความตั้งใจที่จะตามหารักแรกของเขา ซึ่งลูกๆ ก็ให้การสนับสนุน โดยหวังว่าพ่อจะไม่เหงา และมีคนคอยดูแลอยู่ข้างกายในบั้นปลายของชีวิต
นายวัน ต๊วน ใช้วิธีการสืบค้นข้อมูลของ นางสาวเถียว โดยการสอบถามกับเพื่อนๆ ก่อนจะทราบว่าเธอยังมีชีวิตอยู่ ที่สำคัญเธอไม่ได้แต่งงานและยังคงครองโสดนับตั้งแต่ที่เขาย้ายไปอเมริกา จนปัจจุบันอายุ 62 ปี นั่นทำให้เขายิ่งนับถือหัวใจของเธอ นายต๊วนสารภาพกับเถียวว่า หัวใจผมยังรักคุณ แล้วคุณยังรักผมอยู่หรือเปล่า ความรักครั้งเก่าของเราจะกลับมาสานต่อได้ไหม ฝ่ายเถียวบอกว่า เธอไม่เคยลืมเขา และไม่เคยมีรักครั้งใหม่ ตั้งใจจะอยู่เป็นโสดแบบนี้ไปจนตาย และเธอก็ร่างกายไม่แข็งแรง เขาจึงบอกว่า ไม่เป็นไร เขายังรักเธอเหมือนเดิม
จากความจริงใจที่นายต๊วนมีให้ ทำให้เธอตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตคู่กับเขาในที่สุด
อย่างไรก็ตาม หลังเข้าพิธีวิวาห์ได้เพียง 10 วัน นายวัน ต๊วน ก็มีความจำเป็นที่จะต้องเดินทางกลับไปทำงานที่อเมริกาต่อ และเขาก็ได้เดินทางไปคนเดียวเนื่องจากมีความกังวลว่า นางสาวเถียว อาจไม่ถูกกับอากาศที่หนาวเย็น โดยทั้งคู่ตกลงที่จะติดต่อกันผ่านโซเชียลมีเดีย และเขาจะเดินทางไปมาระหว่าง 2 ประเทศให้บ่อยมากขึ้น