หลังว่างเว้นมานาน 9 ปี พรุ่งนี้ 22 พฤษภาคม เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.
ช่วงโค้งสุดท้ายหาเสียง โพลสำนักต่างๆ ต้องหยุดเผยแพร่ผลสำรวจเพราะกฎหมายห้าม แต่ผู้สมัครหลายคนมีการทำโพลส่วนตัว หรือไม่ก็มีวิธีการอื่นที่จะล่วงรู้คะแนนนิยมของตัวเองได้
บางคนเมื่อพบคะแนนตัวเองยังเป็นรองก็เร่งลงพื้นที่พบปะชาวบ้าน บ้างก็ขึ้นเวทีดีเบตประชันวิสัยทัศน์และนโยบาย เร่งเก็บคะแนนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
แต่บางคนอับจน รู้ว่าถ้าเล่นตามกติกาไม่มีทางไล่กวดทันก็จะงัดตำราวิชามารขึ้นมาเตะสกัดคู่แข่ง
วิธีการง่ายที่สุดคือสาดโคลนใส่ร้าย
นอกจากนี้ยังมีวิธีที่พูดถึงกันมาก คือแนวทางเลือกตั้งเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งมีรากฐานความคิดทางการเมืองที่แบ่งเป็น 2 ขั้ว ขั้วสนับสนุนรัฐบาล กับขั้วไม่สนับสนุน
โดยให้แต่ละขั้วเลือกคนมีโอกาสชนะมากที่สุดขั้วละคน แล้วเทคะแนนให้ผู้สมัครไปคนเดียว เพื่อจะไม่ตัดคะแนนกันเองจนพ่ายแพ้ไปทั้งหมด
แทนที่จะวัดกันตรงความรู้ความสามารถ วิสัยทัศน์และนโยบาย ถามว่าวิธีเลือกตั้งเชิงยุทธศาสตร์นี้ ทำได้หรือไม่
คำตอบขึ้นอยู่กับผู้สมัครแต่ละคนในแต่ละขั้วจะยินยอมตกลงกันได้หรือไม่ ถ้าได้ก็ได้ ถ้าไม่ได้ก็จบ
ผู้สมัครแต่ละคนต่างมีฐานเสียง กลุ่มผู้สนับสนุนชัดเจน ไม่มีใครอยากยกให้ผู้สมัครคนอื่นฟรีๆ แม้จะอยู่ขั้วเดียวกันก็ตาม
ข้อเสนอเลือกตั้งเชิงยุทธศาสตร์ออกมาจากขั้วสนับสนุนรัฐบาล ซึ่งมีผู้สมัคร 4 คนด้วยกัน
ด้วยเพราะรู้ว่าถ้าไม่ใช้วิธีนี้จะไม่มีทางชนะผู้สมัครขั้วตรงข้าม ซึ่งมีอยู่ 2 คนได้ โดยเฉพาะหนึ่งในนั้นเป็นเต็ง 1 มาตลอดจากการสำรวจโพลมาตรฐานทุกสำนักก่อนหน้านี้
แต่ปัญหาอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นว่าผู้สมัครทั้ง 4 คนจะยอมหรือไม่ เพราะที่มาลงเลือกตั้งต่างก็หวังในชัยชนะกันทั้งนั้น
หรือต่อให้ผู้สมัครยอมก็ต้องถามต่อว่าแล้วฐานเสียง แฟนคลับ กลุ่มผู้สนับสนุนจะยอมหรือไม่ ซึ่งเป็นไปได้ยาก รักใครชอบใครก็ต้องการลงคะแนนให้คนนั้น
ทางที่ดีจึงควรให้ประชาชนตัดสินใจเลือกโดยเสรีจะให้ใครเป็นผู้ว่าฯ กทม. ไม่ควรมีใครชี้นำ บังคับ หรือแทรกแซงใดๆ ทั้งสิ้น