หลังปิดรับสมัคร ส.ส.แบ่งเขตเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และแจ้งรายชื่อบุคคลที่พรรคการเมืองมีมติจะเสนอสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว
สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง แถลงว่าการรับสมัครเลือกตั้งครั้งนี้ ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง มีพรรคการเมืองส่งผู้สมัคร 70 พรรค จำนวน 4,781 คน กรุงเทพมหานครมีผู้สมัครมากที่สุด คือ 498 คน
การรับสมัครเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ มีพรรคการเมืองส่งผู้สมัคร 67 พรรค จำนวน 1,899 คน ส่วนรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี มีพรรคการเมืองเสนอรวม 43 พรรค มีจำนวนทั้งสิ้น 63 คน
การเลือกตั้งครั้งนี้ ใช้เลือกตั้งแบบบัตร 2 ใบ ระบบส.ส.บัญชีรายชื่อ มีพรรคการเมืองที่ส่งครบ 100 คนรวม 3 พรรค ได้แก่ พรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่อไทย และไทยสร้างไทย
ขั้นตอนจากนี้ เป็นการตรวจสอบคุณสมบัติ ซึ่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ ตรวจสอบโดยกกต. ส่วนแบบแบ่งเขตตรวจสอบโดยผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำเขต และประกาศรายชื่อผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนวันที่ 14 เม.ย.
ผู้ที่กกต.ไม่ประกาศรายชื่อ สามารถร้องต่อศาลฎีกาได้ภายใน 7 วัน และศาลฎีกาต้องพิจารณาให้เสร็จก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 3 วัน
ส่วนกรณีมีชื่อประกาศเป็นผู้สมัครแล้ว ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง หรือผู้สมัคร หรือผู้ใดร้องว่าผู้สมัครขาดคุณสมบัติ สามารถยื่นคำร้องต่อ กกต.กลาง กรณีผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ และยื่นต่อ กกต.จังหวัด กรณีผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขต ภายใน 7 วันนับแต่วันประกาศรายชื่อ
กรณีดังกล่าวกำหนดให้กกต.ต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 10 วัน แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้ผู้ถูกยื่นร้องมีความกดดัน ขาดสมาธิในการรณรงค์ลงพื้นที่หาเสียงด้วยเช่นกัน
สำหรับกกต.นอกจากจะตรวจสอบคุณสมบัติแล้ว จะต้องดำเนินการอย่างอื่นควบคู่กันไปด้วย ทั้งสอดส่อง ตรวจตราให้การหาเสียงของผู้สมัครรับเลือกตั้งและพรรคการเมืองให้เป็นไปตามกฎหมาย
การโฆษณาประชาสัมพันธ์อย่างจริงจังและต่อเนื่องในทุกช่องทาง เพื่อชักชวนให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมาใช้สิทธิให้มากที่สุด รวมถึงการอำนวยความสะดวกอื่นๆ ตามกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง
สำหรับคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดนี้ ส่วนใหญ่ถือว่ามีบทเรียนมาแล้วในการบริหารจัดการการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 ซึ่งจะต้องถอดบทเรียนที่ผ่านมาเพื่อให้เกิดความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพที่สุดให้ได้
พิสูจน์คำขวัญขององค์กรที่ระบุว่าสุจริต โปร่งใส เที่ยงธรรม และชอบด้วยกฎหมาย